Chapter Text
3.Nostalgia
เขาช่าง... สว่างไสวเหลือเกิน
ทอเรียลฮัมเสียงในลำคอเบาๆ ในที่สุดเธอก็หาคำนิยามของเด็กคนล่าสุดที่เข้ามาอยู่ในการดูแลของเธอได้แล้ว ไมค์กำลังเล่าถึงเครื่องยนต์ที่เรียกว่า ‘มอเตอร์ไซค์’ อย่างออกรส มือโบกไปมาทำท่าประกอบ ดวงตาสีเขียวอมทองคู่สวยเป็นประกาย เด็กคนนี้มีรอยยิ้มที่ทำให้ทั้งอันเดอร์กราวด์ดูสว่างไสว มันทำให้เธออยากปกป้องเขาจากความโหดร้ายของโลกใบนี้ ให้แสงสว่างในตัวเขาไม่มีวันดับลง
ตั้งแต่วินาที่แรกที่เธอได้พบเด็กคนนี้-แม้ไมค์จะยืนกรานว่าตัวเองไม่ใช่เด็กแล้วก็ตาม เธอมองเขาเป็นอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ- ดวงตาสีเขียวอมทองกลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่จ้องมาที่เธอ ชั่วขณะหนึ่งมันทำให้ทอเรียลนึกว่าตัวเองกำลังมองเห็นแอสเรียลผู้มีดวงตาสีเดียวกัน แต่ท่าทางและความหวาดระแวงนั่นทำให้เธอนึกถึงคาร่า จิตวิญญาณของเธอรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทุกครั้งที่นึกถึงลูกทั้งสองของเธอแม้ว่าคนหนึ่งจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน ความเจ็บปวดนี้แม้จะผ่านมาร้อยปีแล้วก็ยังไม่เลือนหาย
พอเข้ามาใกล้ทอเรียลพบว่าไมค์มีหน้าตาคล้ายคลึงกับโธมัส หากว่าผมตัดสั้นยุ่งๆของเขาเป็นสีส้มแทนที่จะเป็นสีน้ำตาลและมีดวงตาเป็นสีเขียวละก็คงเป็นเรื่องยากที่จะยากเด็กทั้งสองคนออกได้ ไมค์มีผิวขาวและรอยกระกระจายอยู่ตามจุดต่างๆโดยเฉพาะบริเวณแก้มและบนจมูกเหมือนกับโธมัสแต่บริเวณใต้ตาของเขาดูคล้ำอย่างน่ากังวล เด็กคนนี้นอนไม่เพียงพอ แม้จะตัวสูงกว่าและอายุมากกว่าแต่ไมค์ดูตัวเล็กและผอมมากในชุดหลวมๆที่ดูเก่าและผ่านการใช้งานบ่อยจนบาง ตั้งแต่แจ็คเก็ตสีน้ำตาลคอปกที่ตัวใหญ่เสียจนต้องพับแขนเสื้อขึ้น เสื้อยืดสีเทาที่เธอคาดว่าน่าจะเคยเป็นสีขาวมาก่อน กางเกงยีนส์สีซีดมีรอยขาดที่เข่าทั้งสองข้าง สาเหตุเดียวที่ไมค์สามารถขยับไปมาได้ถนัดโดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะร่วงลงไปกองกับพื้นคือเข็มขัดหนังแตกๆเส้นหนึ่ง สิ่งเดียวที่ดูจะพอดีกับขนาดตัวของไมค์มีเพียงรองเท้าบูทหนังคู่สีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำที่ถูกดูแลรักษาเป็นอย่างดี
ทอเรียลสังเกตเห็นลักษณะนิสัยเล็กๆน้อยๆของเด็กคนอื่นๆในตัวของไมค์ แต่นั่นอาจเป็นเพราะเธออายุมากแล้วเลยเอาแต่นึกถึงเรื่องในอดีต
ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงโฮม ไมค์หยุดพูดแล้วมองรอบๆด้วยความสนใจก่อนจะผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดและปล่อยมือของทอเรียลที่เขาจับมาตลอดทางตั้งแต่ที่ผ่านพัซเซิลแบบแปลนมา
“ยินดีต้อนรับสู่โฮมนะจ๊ะ” ทอเรียลต้อนรับด้วยรอยยิ้ม เธอเดินไปเทน้ำในบัวรดน้ำออกรดต้นไม้ใหญ่ที่ไม่ว่าจะออกใบกี่ครั้งก็ร่วงลงสู่พื้นทันทีแล้วจึงนำทางไมค์เข้าไปในตัวบ้าน เลี้ยวซ้ายเข้าห้องครอบครัวซึ่งเป็นทั้งห้องทานอาหารและห้องนั่งเล่น เธอยังคงเรียกมันว่าอย่างนั้นแม้ว่าเธอจะเป็นคนเดียวที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ไฟเวทมนต์ในเตาผิงยังคงลุกโชนเหมือนกับก่อนที่เธอจะออกไป ทอเรียลวางบัวรดน้ำเก็บรวมไว้กับอุปกรณ์ทำสวนอื่นๆที่ถูกทำให้ไม่คมเพื่อความปลอดภัย เธอหันไปบอกไมค์ “เชิญทำตัวตามสบายเลยนะจ๊ะ เดี๋ยวข้าจะไปอุ่นพายมาให้ รอข้าสักครู่”
“ข้าลืมไปเสียสนิทเลย เจ้าแพ้อาหารอะไรรึเปล่า” ทอเรียลหยุดเดินแล้ววนกลับมาถามอีกรอบ เมื่อได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้าเธอจึงเดินไปห้องครัวตามเดิม มอนสเตอร์ร่างสูงเปิดลิ้นชักลับที่ใช้สำหรับเก็บของมีคมทุกอย่างที่ไม่ใช่เครื่องมือทำสวนไว้ จริงอยู่ที่คาร่าได้จากไปนานแล้วแต่ตอนนี้การซ่อนของมีคมก็ได้กลายเป็นธรรมเนียมอีกอย่างของมอนสเตอร์ไปเสียแล้ว เธอหยิบมีดออกมาตัดพายชิ้นค่อนข้างใหญ่ใส่จาน ไมค์ดูผอมเกินไปจนน่ากังวลในสายตาเธอ แล้วก็ตัวเล็กเกินไปด้วย ทอเรียลเสกไฟขึ้นมาเพื่อใช้อุ่นพายที่ตอนนี้เย็นชืดหมดแล้วสมบูรณ์แบบ
ทอเรียลล้างแล้วเก็บมีดกลับเข้าที่เดิม เธอฮัมเพลงเบาๆกับตัวเองขณะที่หยิบส้อมออกมาจากอีกล้นชักหนึ่ง มืออีกข้างหยิบจานที่ใส่พายขึ้นมาแล้วใช้สะโพกดันปิดลิ้นชักตรงกับจังหวะของเพลง เมื่อเธอเดินกลับเข้ามาในห้องครอบครัวไมค์กำลังยืนเปิดหนังสือเล่มที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมอนสเตอร์อ่านด้วยความสนใจ ยังไม่ทันมี่ทอเรียลจะได้เอ่ยปากเรียกเด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมามองเธอด้วยสีหน้าตกใจปน...หวาดกลัว? มือของเขาปิดหนังสือเล่มใหญ่ในมืออย่างรวดเร็วเกิดเสียงดังทำให้ตัวเขาสะดุ้งก่อนจะรีบเก็บหนังสือกลับเข้าที่เดิมของมันบนชั้นวางหนังสือ
“ผม-ผมขอโทษนะฮะที่จับของของมิสทอเรียลโดยไม่ได้รับอนุญาต” ไมค์มองต่ำไม่ยอมสบตาเธอ เขาดูรู้สึกผิด จะว่าไปเด็กคนนี้ขอโทษบ่อยอยู่เหมือนกัน กับทุกเรื่องเล็กๆน้อยๆคล้ายกับอลิเซีย...
“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก ข้าเป็นฝ่ายที่บอกให้เจ้าทำตัวตามสบายเอง” ทอเรียลวางพายและส้อมลงบนโต๊ะ “เจ้าชอบอ่านหนังสือหรือ?”
เด็กหนุ่มฉีกยิ้มแล้วพยักหน้า “ใช่ฮะ ทุกครั้งที่มีโอกาสผมกับลูคจะเดินไปที่ห้องสมุดหรือร้านหนังสือที่อยู่ใกล้ๆกับที่พักแล้วก็อยู่ที่นั่นทั้งวันเลย ผมชอบอ่านพวกเทพนิยายกับทุกเรื่องที่จบอย่างมีความสุข” ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นมา “ลูคเป็นเด็กที่ฉลาดมากเลยละ อ่านอะไรก็จำได้หมดไม่เคยลืม ช่วงนี้ลูคกำลังสนใจเกี่ยวกับโรคทางจิตใจและสาเหตุของอาการต่างๆที่มีผลมาจากสภาพจิตใจ อ่านแบบของหมอที่ยากๆแล้วก็มีศัพท์แปลกๆอยู่เต็มเลย-”
“พายพร้อมแล้วจ๊ะ มานั่งทานตรงนี้ให้เรียบร้อยนะ”ทอเรียลเอ่ยขึ้นขัดถึงจะพึ่งรู้จักกับไมค์ได้ไม่นานแต่เธอก็รู้มากพอว่าถ้าปล่อยให้ไมค์พูดต่อเด็กหนุ่มก็จะพูดเกี่ยวกับน้องชายตัวเองต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะจบเรื่องๆนั้นหรือมีคนมาเปลี่ยนเรื่อง จนตอนนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองรู้จักลูคดีกว่าที่เธอรู้จักไมค์เสียอีก ความรักและเชิดชูน้องชายแบบนี้มันทำให้เธอนึกถึงเพื่อนจากอีกฟากของประตูที่เธอไม่รู้ทั้งชื่อและหน้าตา ถ้าทอเรียลปล่อยให้เขาพูดละก็บางวันเขาจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการชื่นชมน้องชายตัวเอง มันเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว
ไมค์เดินมาโดยไม่มีเสียงแล้วดึงเก้าอี้ตัวเล็กที่เคยเป็นที่นั่งของแอสเรียลออกมานั่งอย่างเบาที่สุด ทอเรียลดันจานให้ไปอยู่ตรงหน้าไมค์แล้วเดินไปเลือกหยิบหนังสือมานั่งอ่านในเก้าอี้ตัวโปรดของเธอข้างๆเตาผิง เด็กหนุ่มจ้องมองพายอยู่พักหนึ่งแล้วหันไปมองเตาผิง ดวงตาสีเขียวอมทองเบิกกว้างแล้วโพล่งถามขึ้นมา “ทำไมไฟในเตาผิงถึงไม่ร้อนละฮะ? ผมยื่นมือเข้าไปก็ไม่โดนเผา”
ทอเรียลผงะไปเล็กน้อยแต่ก็ตอบตามตรง “นั่นเป็นเพราะว่าข้าไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ไฟนั่นร้อนพอที่จะทำร้ายเจ้า” เธอผายมือไปทางเตาผิงแล้วควบคุมเปลวไฟให้ขยับตามที่เธอต้องการเพื่อเป็นการสาธิต “เจตนาของผู้ใช้เป็นสิ่งที่คอยควบคุมเวทมนต์ ยิ่งมีเจตนาที่มั่นคงและแรงกล้ามากเท่าไหร่เวทมนต์ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น”
ไมค์พยักหน้า เขากลับไปจ้องมองพายต่อแต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยิบส้อมขึ้นมาเริ่มตักมันเข้าปาก ทอเรียลมองดูเขาจนกระทั่งเด็กหนุ่มหันมาสบตากับเธอและพูดด้วยเสียงจริงจัง “ขอบคุณสำหรับอาหารนะครับ”
“ด้วยความยินดีจ๊ะ”ทอเรียลยิ้ม ที่เธอทำไปไม่ได้หวังอะไรแต่การได้รับการขอบคุณแบบนี้มันก็ทำให้เธอรู้สึกดีไม่น้อย
เด็กหนุ่มหยิบส้อมขึ้นมาตั้งท่าเตรียมจะตักพายแต่แล้วก็หยุดชะงักแล้วหันมาถามทอเรียลด้วยความกังวล “แล้วมิสทอเรียลละฮะ ทานอะไรรึยัง?”
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกจ๊ะ ยังมีพายเหลืออยู่ ไว้ข้าหิวเมื่อไหร่ข้าจะไปอุ่นมาทาน”
ไมค์อ้าปากจะถามต่อแต่ทอเรียลยกมือขึ้นมาปรามไว้ “เจ้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้ข้าจัดการเรื่องทุกอย่างเอง เจ้ารีบทานเถอะ เดี๋ยวพายจะเย็นชืดเอาซะก่อนนะ”
เด็กหนุ่มพยักหน้าช้าๆอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ ในที่สุดเขาก็เริ่มทานพายเงียบๆ ใช้ส้อมตัดเป็นคำเล็กๆทีละคำทานอย่างเชื่องช้า ทอเรียลเริ่มอ่านหนังสือของเธอต่อ เวลาผ่านไปอย่างเงียบสงบจนกระทั่งฝ่ายมอนสเตอร์เงยหน้าขึ้นมาดูว่าไมค์ทานเสร็จรึยัง ภาพที่เห็นทำให้เธอตกใจรีบวางหนังสือลงแล้วเดินไปคุกเข่าบนพื้นของๆเด็กหนุ่มด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรไป พายรสชาติไม่ถูกปากเจ้าหรือ?” เธอวางมือไว้บนไหล่ของร่างเล็ก ดวงตาสีเขียวอมทองจ้องเธอกลับมาด้วยความไม่เข้าใจ
“เปล่านี่ฮะ มันอร่อยมากเลย” ไมค์รีบบอกทอเรียล
“ถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้าถึงกำลังร้องไห้อยู่ละ?” ไมค์ดูตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ดวงตาเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย มือข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นมาแตะแก้มที่เปียกชื้นของตัวเอง
ทันทีที่เด็กหนุ่มรู้ว่าตัวเองกำลังร้องไห้อยู่ปฏิกิริยาตอบกลับมันรุนแรงมากจนทอเรียลไม่ทันตั้งตัว ส้อมถูกปล่อยทิ้งลงเกิดเสียงดัง เคร้ง! เมื่อมันกระทบกับจาน มือทั้งสองข้างของเขากำลังเช็ดน้ำตาที่ยังคงไหลไม่หยุดอย่างรุนแรงจนน่ากลัวว่าเขาจะทำให้ตัวเองบาดเจ็บ เด็กหนุ่มเริ่มส่งเสียงร้องสะอื้นออกมาเมื่อทำให้ตัวเองหยุดร้องไห้ไม่ได้ เขาใช้มือข้างหนึ่งจิกลงไปที่ขาของตัวเองที่ไม่ได้ถูกเนื้อผ้ายีนส์ปกป้องไว้จะเลือดเกือบไหล นั่นทำให้ทอเรียลตั้งสติได้
“ไมค์! หยุด! อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้” ทอเรียลจับข้อมือทั้งสองของเด็กหนุ่มเอาไว้ไม่ให้เขาทำร้ายตัวเองได้อีก เธอรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอกที่อยู่ดีๆก็เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ดูเหมือนว่าไมค์จะเหมือนกับคาร่ามากกว่าที่เธอคิดไว้ ใบหน้าของเด็กหนุ่มแดงก่ำ น้ำตายังคงไหลเป็นสาย เสียงสะอื้นของเขาทำให้เธอเจ็บลึกข้างใน นี่เธอต้องทำยังไงถึงจะช่วยเขาได้? เมื่อเห็นว่าไมค์เลิกพยายามที่จะทำร้ายตัวเองแล้วเธอจึงปล่อยมันแล้วดึงเด็กน้อยเข้ามากอด “ที่รัก บางครั้งการปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมาเป็นสิ่งที่ดีกว่าการเก็บมันไว้ภายในนะ”
ไมค์ส่ายหน้าอย่างรุนแรง เขาดูจะมีปัญหากับการดันคำพูดแต่ละคำออกมาจากปากเมื่อการหายใจของเขาเริ่มติดขัด การสะอื้นทำให้ทั้งตัวของเขาสั่นไหว “แต่-แต่-แต่ผมร้องไห้ไม่ได้ มัน-มันเป็นความ อ่อนแอ”
“เจ้าเกลียดความอ่อนแองั้นหรือ?” ทอเรียลขมวดคิ้วพยายามที่จะเข้าใจในสิ่งที่ไมค์ต้องการจะสื่อ
ไมค์ส่ายหน้าอีกรอบ เสียงของเขาเบาลงกว่าปกติมาก เด็กหนุ่มทำหน้าเหมือนกับรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องส่งเสียงออกมา ทุกถ้อยคำถูกพูดออกมาอย่างยากลำบาก “กฎ คนเข้มแข็ง ปกป้อง คนอ่อนแอ ผมต้อง-ผมต้องปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า ผม-ผมต้องเข้มแข็ง ผมอ่อนแอไม่ได้”
ทอเรียลถอนหายใจแล้วลูบหลังไมค์อย่างปลอบโยน “ไม่เป็นไรจ๊ะ ไม่เป็นไรแล้วนะ การที่เจ้าร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าไม่เข้มแข็ง กลับกันเสียอีก บางครั้งมันหมายความว่าเจ้าได้ทำตัวเข้มแข็งเป็นเวลานานเกินไปแล้วต่างหาก แต่ถึงเจ้าจะอ่อนแอก็ไม่เป็นไร ข้าอยู่ตรงนี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งแล้ว ปล่อยให้ข้าได้เป็นคนทำหน้าที่ปกป้องเจ้าเถอะนะ”
เด็กตัวแค่นี้ยังมีความรู้สึกถึงหน้าที่ที่ต้องปกป้องผู้อื่นอย่างรุนแรงขนาดนี้ แล้วผู้ใหญ่อย่างเธอละ? ทอเรียลสูดหายใจเข้าลึกแล้วหายใจออกอย่างสั่นๆ “ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากไห้เจ้าอยู่กับข้าที่นี่ ข้าจะได้สามารถคอยปกป้องเจ้าได้ตลอด”
ไมค์ทำเสียงเหมือนเขากำลังเจ็บปวดอยู่ เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาสีเขียวอมทองคู่สวยเต็มไปด้วยความเศร้า “ผมขอโทษ ผมขอโทษ ผมอยู่กับคุณไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ ผมต้องกลับไป ต้อง-ต้องทำตามสัญญา”
“ข้ารู้” ทอเรียลยิ้มเศร้า “ข้ารู้ว่าเจ้าจะไม่อยู่กับข้าที่นี่ตั้งแต่ที่เจ้าพูดถึงน้องชายแล้ว”
มอนสเตอร์ร่างสูงอุ้มไมค์ขึ้นมา-เขาตัวเบาเกินไปจริงๆ-แล้วเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้อ่านหนังสือของเธอ จัดท่านั่งให้เด็กหนุ่มหันหน้าเข้าหาเธอ ทอเรียลดึงไมค์เข้ามากอดแล้วลูบหลังคอบปลอบโยน ตอนนี้เขาสะอื้นน้อยลงแล้ว
“เอาล่ะ เจ้าช่วยบอกข้าหน่อยได้ไหมว่าอะไรที่ทำให้เจ้าร้องไห้ ข้าไม่คิดว่าพายของข้าจะรสชาติยอดเยี่ยมจนถึงขั้นทำให้น้ำตาไหล” ทอเรียลแหย่เรียกเสียงหัวเราะปนสะอื้นจากไมค์ได้เล็กน้อย เด็กหนุ่มซ่อนหน้าไว้ตรงซอกคอของเธอ มันทำให้ชุดของเธอเปียกจากน้ำตาที่ยังไหลไม่หยุดแต่เธอก็ไม่สนใจ ไมค์หลบซ่อนอยู่อย่างนั้นสักพักหนึ่ง เขายกแขนขึ้นมากอดคอทอเรียลแล้วดันตัวขึ้น กระซิบด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับกลัวว่าจะมีคนอื่นได้ยินแม้ในที่นี้จะมีแค่พวกเขา
“ผมคิดถึงแม่”
“เจ้าช่วยเล่าเรื่องของนางให้ข้าฟังได้ไหม” ทอเรียลลูบหลังแล้วพยายามทำให้ไมค์พูดต่อ เธออยากจะรู้จักผู้หญิงที่เลี้ยงไมค์ขึ้นมา บางทีเธออาจจะได้รู้สาเหตุที่ทำให้เขาเป็นอย่างทุกวันนี้
ไมค์เริ่มหายใจติดขัดขึ้นมาอีกรอบ เขาเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แม่-แม่เป็นผู้หญิงที่-ที่สวยมาก เธอมีตาสี-ฟ้า ผมสีบลอนด์ ร้องเพลงเพราะมาก ทำอาหารเก่ง เธอ-เธอเป็นคนสอน-สอนให้ผมเล่นเปียโน” เด็กหนุ่มเงียบไป
“เป็นเพราะผมแม่ถึงต้องตาย”
มันเหมือนกำแพงบางอย่างถูกทำลายลงด้วยประโยคเพียงประโยคเดียว ไมค์เริ่มร้องไห้อย่างหนักอีกครั้ง เขาหายใจติดขัดและหยุดสะอื้นไม่ได้ ทอเรียลเองก็ตกใจจนนิ่งค้างไป ดวงตาสีแดงเบิกกว้าง
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“แม่ตายเพราะผม” ไมค์เล่าอย่างตะกุกตะกัก “เพราะแม่-แม่เข้ามา-ปกป้องผม เธอปกป้องผมด้วย-ด้วยชีวิตของตัวเอง ถ้า-ถ้าเธอปล่อยให้ผมตาย-ตายไป เรื่องก็-เรื่องก็จะไม่กลายเป็น-กลายเป็นแบบนี้ ให้-ให้ผมตายแทนยังจะดี-”
“โอ้ ที่รัก” ทอเรียลก้มจูบหน้าผากของไมค์ เธอใช้มือปัดผมที่ตกลงมาบังหน้าผากของเขาออกเผยให้เห็นแผลเป็นตรงขมับด้านซ้าย ใจของเธอรู้สึกเจ็บเมื่อนึกถึงความรู้สึกที่ไมค์ต้องเผชิญ มันทำให้เธอน้ำตาซึม ขนาดผู้ใหญ่ยังรับมือกับความสูญเสียได้ลำบาก แล้วเด็กอย่างไมค์ละ? “อย่าพูดอยั่งนั้นสิจ๊ะ ชีวิตของเจ้ามีค่ามากนะ แม่ทุกคนไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหน ถ้าทำได้ก็จะยอมเจ็บและตายแทนลูกตัวเองทั้งนั้น”
เธอนึกถึงแอวเรียลและคาร่า ดวงดาวในอันเดอร์กราวด์ของเธอและเป็กคนอื่นๆที่เธอไม่สามารถปกป้องได้ มันอาจจะเป็นการเห็นแก่ตัวที่เธอรู้สึกโล่งอกที่คนที่ตายไม่ใช่ไมค์
“โลกที่ไม่มีแม่อยู่ มันทั้ง-ทั้งมืดและ น่ากลัว” ไมค์สารภาพด้วยเสียงกระซิบ “ผมคิดถึงแม่”
ทอเรียลพยายามปลอบไมค์อย่างสุดความสามารถของเธอ เรื่องราวของเขานั้นมากพอที่จะทำให้ใจสลาย อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ในอ้อมกอดของเธอ แม้ในเวลานี้เขาก็ยังดูเจิดจ้ากว่าคนอื่นๆ
ไมค์ยังคงร้องไห้เงียบๆ เขาสะกิดทอเรียลให้ก้มลงมาดู มือข้างขวาแตะที่คอของตัวเองแล้วส่ายหน้า เหมือนเขาต้องการจะสื่ออะไรบางอย่าง-ทอเรียลนึกขึ้นมาได้ ไมค์ต้องการจะสื่อว่าเขาไม่มีเสียงหรือไม่สามารถบังคับให้ตัวเองพูดได้ เธอเองก็เคยรู้จักกับหลายๆคนที่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ตึงเครียดหรืออารมณ์ที่รุนแรงต่างๆจะสูญเสียเสียงของตัวเองไป วินเซนต์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเคยอธิบายว่าสำหรับตัวเขามันเป็นอาการที่รู้สึกว่างเปล่าในอกทำให้ไม่มีแรงที่จะเปล่งเสียงออกมา แต่อาการของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป ไมค์คงถึงขีดจำกัดของเขาแล้ว
“ไม่เป็นไรจ๊ะ ทำในสิ่งที่ทำให้เจ้าสบายใจเถอะ” ทอเรียลบอก “เจ้าน่ะ เข้าแข็งกว่าที่ตัวเองคิดมากนะ”
ไมค์ทำสีหน้าไม่เชื่อคำพูดของเธอ ทอเรียลเพียงแค่ใช้มือปาดน้ำตาที่ยังไหลไม่หยุดแล้วลูบหัวเขาเบาๆ เธอส่งยิ้มให้เขาก่อนจะทำสีหน้ามุ่งมั่น เธอตัดสินใจแล้ว เธอจะช่วยเด็กคนนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อที่เขาจะได้กลับบ้าน
“ข้ารู้ว่าเจ้าจะไม่อยู่กับข้าที่นี่” ไมค์ก้มหน้าลง สีหน้าดูรู้สึกผิด “อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิที่รัก เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรอก ข้าทำใจยอมรับมันได้แล้ว”
“ในการที่เจ้าจะกลับบ้านได้นั้นเจ้าจะต้องเดินทางไปที่บาเรียซึ่งกักขังมอนสเตอร์ทั้งหมดเอาไว้ แต่ก่อนหน้านั้นเจ้าจะต้องผ่านอาณาเขตต่างๆในอันเดอร์กราวด์ไปเสียก่อน” ทอเรียลเริ่มอธิบาย เด็กหนุ่มในอ้อมกอดของเธอขยับตัวเล็กน้อยแล้วฟังอย่างตั้งใจ “ถัดจากรูนส์ไปเจ้าจะพบกับสโนว์ดินซึ่งเป็นดินแดนแห่งฤดูหนาว มีหิมะและอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี ต่อมาคือวอเตอร์ฟอลล์ซึ่งเป็นเขตที่มีความชื้นสูงและมีแอ่งน้ำมากมายเนื่องจากที่นี่ตั้งอยู่ระหว่างสโนว์ดินและฮอตแลนด์ซึ่งเป็นเขตร้อนสมชื่อ เต็มไปด้วยลาวาที่ร้อนระอุ”
“และสุดท้ายคือนิวโฮม เมืองหลวงใหม่ของอันเดอร์กราวด์ ที่นั่น แอสกอร์จะรอเจ้าอยู่ เจ้าต้องผ่านเขาไปเพื่อจะเดินทางออกจากบาเรีย” ทอเรียลพูดด้วยเสียงเศร้าซึม “เด็กมนุษย์หกคนต้องจบชีวิตลงด้วยมือของแอสกอร์”
ไมค์หยุดร้องไห้แล้วแต่เขาดูล้ามาก เด็กหนุ่มกำลังขมวดคิ้วเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ เขายังคงไม่ส่งเสียงออกมา “เจ้าดูเหนื่อยๆนะไมค์ ข้าว่าเจ้าไปนอนพักสักงีบจะดีกว่า”
ไมค์เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ เขอทำท่าเหมือนจะบอกอะไรบางอย่างแต่ก็ชะงักไป เด็กหนุ่มเอียงคอเล็กน้อย คิ้วขมวดเข้าหากันเหมือนกำลังพยายามเงี่ยหูฟังอะไรบางอย่าง สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธ แม้ว่าเธอจะบอกว่ามันน่าจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเขาก็ยังคงยืนยันคำเดิม
ทอเรียลถอนหายใจ เธอก้มลงมองเด็กในอ้อมกอดและชุดที่เขาสวมอยู่ มันดูไม่เหมาะกับอากาศหนาวของสโนว์ดินเลยสักนิด “เจ้าคงต้องการที่จะออกเดินทางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้สินะ”
ไมค์พยักหน้า ดวงตาของเขาดูแน่วแน่ ทอเรียลดันตัวให้เด็กหนุ่มยืนขึ้นแล้วลุกขึ้นยืนตาม มือข้างนึงลูบหัวของไมค์อย่างเอ็นดู
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปหยิบของอะไรบางอย่างมาให้เจ้า ชุดที่เจ้าสวมอยู่ในตอนนี้ไม่เหมาะกับสภาพอากาศของสโนว์ดิน” ทอเรียลใช้มือปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าของเขาออก “ในระหว่างนั้นเจ้ารออยู่ในห้องนี้แล้วกลับไปนั่งทานพายที่เหลืออยู่ซะนะ”
พายที่ถูกลืมนั้นยังเหลืออยู่ตั้งครึ่งชิ้น ทอเรียลกำลังจะเริ่มเดินไปแต่ไมค์ดึงแขนเสื้อของเธอไว้ สีหน้าของเขาดูลำบากใจ เขาปัดมือไปมาอยู่พักหนึ่งขณะกำลังตัดสินใจว่าจะอธิบายให้เธอเข้าใจยังไงดี ทอเรียลรออย่างใจเย็นจนสุดท้ายไมค์เลือกที่จะใช้มือข้างนึงลูบท้องแล้วส่ายหน้า
“เจ้าไม่อยากทานต่อแล้วหรือ?” ไมค์พยักหน้า “แต่เจ้าพึ่งทานไปแค่นิดเดียวเอง ถ้ายังไงช่วยไปนั่งค่อยๆทานเรื่อยๆให้ข้าหน่อยนะ ถ้าไม่ไหวจริงๆก็ไม่เป็นไรจ๊ะ”
ไมค์เม้มปากแล้วก้มหน้าอยู่พักหนึ่ง เส้นผมตกลงมาบางตาของเขาทำให้ทอเรียลเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาสีเขียวอมทองของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างจริงจังแล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะอาหารราวกับเขากำลังจะเดินเข้าสู่สมรภูมิรบ เขาหยิบส้อมขึ้นมาแล้วจ้องพายราวกับมันเป็นศัตรูที่น่ากลัว ทอเรียลหัวเราะเบาๆแล้วปล่อยให้ไมค์จ้องตากับพายต่อไป
เธอเดินตรงออกมาจนถึงปลายสุดอีกฟากข้างบ้าน ไปจนถึงห้องริมสุดที่ถูกติดป้ายว่าทำการปรับปรุงอยู่ มันเคยเป็นห้องของแอสกอร์แต่ตอนนี้เธอใช้มันเพื่อเก็บของที่เธอไม่ค่อยได้ใช้ ร่างสูงเอากุญแจที่อยู่กับตัวเธอออกมาไขเปิดประตู เธอไม่ได้เข้ามาในห้องนี้สักพักแล้ว
ทุกอย่างยังคงอยู่ในที่ของมันเหมือนกับครั้งสุดท้ายที่เธอได้เข้ามาแต่เริ่มมีฝุ่นบางๆเกาะ เธอเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อจะค้นหาว่ามีอะไรที่พอจะให้ไมค์ใส่ได้บ้าง เสื้อผ้าที่เหมาะกับหน้าหนาวและพอดีกับขนาดตัวเขา แต่ถ้าไม่นับเด็กที่เธอไม่รู้ชื่อที่พึ่งผ่านไปได้ไม่นานเด็กคนสุดท้ายที่ตกลงมาคือโทนี่ซึ่งอายุน้อยมากๆแล้วนั่นมันก็ตั้งยี่สิบกว่าปีก่อน เสื้อผ้าอื่นๆที่อาจจะพอใส่ได้ก็เป็นของวินเซนต์กับอเล็กซ์แต่ชุดพวกนั้นก็เก่าเกินไปและไม่ได้ถูกดูแลอย่างถูกวิธี ไม่มีตัวไหนที่ให้กับไมค์ได้เลย ทอเรียลเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งตาของเธอไปสะดุดเข้ากับผ้าพันคอสีเหลืองสลับเขียวที่เคยเป็นของคาร่า เธอเป็นคนถักผ้าพันคอผืนนี้ด้วยตัวเองและใส่เวทมนต์หลายอย่างลงไปด้วย อย่างเช่นเวทย์ให้ความอบอุ่น มันทำให้ทอเรียลนึกถึงวันเก่าๆที่แอสเรียลและคาร่าจะพากันไปเล่นที่สโนว์ดิน ข้างๆมีถุงมือสำหรับทำสวนคู่สีน้ำตาล เธอหยิบมันมาด้วยเมื่อนึกขึ้นได้ว่าการใส่ถุงมือมีส่วนช่วยทำให้เลิกกัดเล็บได้
ทอเรียลถือของทั้งสองอย่างออกมาแล้วล๊อกประตูไว้ดังเดิม เธอต้องหาเวลามาทำความสะอาดห้องเก็บของนี่บ้างเสียแล้ว แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความทรงจำทั้งดีและร้ายก็ตาม เมื่อเธอเดินกลับเข้ามาในห้องครอบครัวอีกครั้งไมค์กำลังตักพายคำสุดท้ายเข้าปากพอดี
ไมค์หันมามองทอเรียลก่อนที่เธอจะได้เอ่ยอะไร สีหน้าเขาดูดีขึ้นมาก เด็กหนุ่มโบกมือแล้วส่งยิ้มให้เธอ เขาลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ หยิบจานขึ้นแล้วมองเธอเป็นเชิงคำถาม ทอเรียลอยากจะบอกว่าปล่อยไว้อย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวเธอจะจัดการล้างมันเองทีหลังแต่ก็เปลี่ยนใจ
“เอาจานนั่นไปวางในอ่างล้างจานข้างในครัวแล้วออกมาหาข้านะจ๊ะ” ทอเรียลบอก ไมค์ดูโล่งอกที่มีอะไรให้ทำแล้วรีบทำตามที่เธอบอก เขาช่างเดินได้เงียบจริงๆ เด็กหนุ่มเดินกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
“ข้าคงช่วยเหลืออะไรกับเจ้าไปมากกว่าการให้ความรู้เกี่ยวกับอันเดอร์กราวด์ไม่ได้” ทอเรียลบอก เธอพันผ้าพันคอให้กับไมค์แล้วจัดไม่ให้มันแน่นไปหรือหลวมไป “นี่เป็นของขวัญจากข้า สำหรับอากาศหนาวของสโนว์ดิน ส่วนถุงมือนี่เพื่อช่วยให้เจ้าเลิกกัดเล็บได้”
“ขอบคุณมากเลยฮะ”ไมค์พูดเสียงเบา เขายิ้มหวาน ใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อย เมื่อสวมถุงมือเสร็จเด็กหนุ่มกำและแบมืออยู่สองสามครั้งแล้วพยักหน้ากับตัวเอง ทอเรียลรู้สึกโล่งอกที่เขารู้สึกดีขึ้นพอที่จะเริ่มพูดอีกครั้งแล้ว
“มาเถอะไมค์ ข้าจะนำเจ้าไปทางออกของรูนส์เอง” ไมค์เอื้อมมาจับมือของทอเรียล ฝ่ายมอนสเตอร์ร่างสูงนำเขาเดินลงไปชั้นใต้ดิน “แต่ก่อนที่เจ้าจะเดินทางไปต่อ ข้าต้องอธิบายเกี่ยวกับการต่อสู้ในอันเดอร์กราวด์ให้เจ้ารู้เสียก่อน”
ทั้งสองมาหยุดที่หน้าประตู ทอเรียลปล่อยมือแล้วหันมาเผชิญหน้ากับไมค์ ไม่ต่างจากที่เธอทำกับเด็กคนก่อนหน้านี้เท่าไหร่นักแต่เจตนาต่างกันลิบลับ เด็กหนุ่มขยับตัวถ่ายน้ำหนักไปมาระหว่างเท้าทั้งสองข้าง เขาดูอึดอัดและไม่สบายใจ มือของเขาจับปลายผ้าพันคอถูไปมา ดวงตาสีเขียวอมทองจ้องทอเรียลไม่วางตา
“ในอันเดอร์กราวด์ มอนสเตอร์จะจบข้อพิพาทต่างๆด้วยการ ‘ดูเอล’ ” ทอเรียลสูดหายใจเข้าลึกแล้วดึงไมค์เข้าสู่การต่อสู้ เธอกำหนดขนาดของสนามประลองให้ใหญ่เพียงแค่พอให้พวกเธอทั้งสองเดินไปมาได้นิดหน่อยเท่านั้น ทุกอย่างกลายเป็นสีขาวดำ “ในการดูเอลนั้นผู้ริเริ่มจะเป็นฝ่ายกำหนดขนาด ดูจากกรอบสี่เหลี่ยมสีขาวที่ล้อมรอบเราอยู่ และเงื่อนไขของสนามต่อสู้ เช่นจะให้อีกฝ่ายเลือกที่จะหนีได้รึเปล่า ยิ่งมีความเชี่ยวชาญมากก็ยิ่งสามารถควบคุมสนามประลองได้อย่างใจนึก แต่ผู้ที่จะได้เทิร์นแรกก็คือฝ่ายที่ถูกท้าทาย”
“มิสทอเรียลฮะ?”ไมค์เรียกชื่อเธอด้วยเสียงสั่นๆทำให้เธอหยุดอธิบาย “เขากำลังกุมอะไรบางอย่างไว้ในมือ สีหน้าของเขาดูกังวลปนสงสัย
“มีอะไรหรือจ๊ะ?”
“หัวใจสีขาวที่หลุดออกมาจากอกผมนี่คืออะไรเหรอฮะ?” เด็กหนุ่มจ้องของในมือตัวเองแล้วเงยหน้ามองทอเรียลรอคำตอบ
“สีขาว!?” ทอเรียลร้องด้วยความตกใจทำให้ไมค์สะดุ้งแล้วถอยห่างจากเธอ ทั้งชีวิตเธอไม่เคยเจอที่มีดวงจิตสีขาวมาก่อน เธอไม่มั่นใจว่าตัวเองกำลังทำสีหน้าอย่างไรอยู่แต่มันทำให้ไมค์ห่อไหล่เข้าหาตัวเอง มือดึงของข้างในเข้าใกล้อกตัวเองมากขึ้น
“มันไม่ดีเหรอฮะ?” ไมค์ถามเสียงเบา ก้มหน้าลงต่ำไม่ยอมสบตา มือของเขาสั่น
“เปล่าเลย ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกจ๊ะ ข้าเพียงแค่ไม่เคยเห็นมนุษย์ที่มีดวงจิตสีขาวมาก่อนเท่านั้น” ทอเรียลรีบปฏิเสธ นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยิ่งกับเด็กที่มีจิตใจอ่อนไหวอย่างไมค์ด้วย เธอเลือกคำพูดต่อไปของตัวเองอย่างระมัดระวัง “หัวใจที่หลุดออกมานั้นคือดวงจิตของเจ้า ตัวตนทั้งหมดของเจ้า โดยปกติดวงจิตของมนุษย์จะเป็นหนึ่งในเจ็ดสีของรุ้งกินน้ำ แต่ละสีมาจากนิสัยหรือความเชื่อที่เด่นที่สุดของมนุษย์คนนั้น สีแดงคือความมุ่งมั่น เป็นสีที่หายากที่สุด สีส้มคือความกล้าหาญ สีเหลืองคือความยุติธรรม สีเขียวคือความเมตตา สีฟ้าคือความอดทน สีน้ำเงินคือความซื่อตรง และสีม่วงคือความเพียร”
“แต่ของผมเป็นสีขาว” ไมค์แย้ง ดูไม่มั่นใจในตัวเอง
“ใช่จ๊ะ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นเรื่องไม่ดี” ทอเรียลปลอบ “มอนสเตอร์นั้นมีดวงจิตที่อ่อนแอกว่าของมนุษย์หลายเท่าตัว ดวงจิตของมอนสเตอร์ทุกตันอยู่ในรูปหัวใจคว่ำและมีสีขาว มีข้อยกเว้นแค่มอนสเตอร์บางตนที่เป็นกรณีพิเศษ”
ไมค์เพียงแต่พยักหน้ารับแล้วไม่ถามอะไรต่อ เขายังคงกุมดวงจิตของตัวเองไว้ใกล้ตัวไม่ยอมให้เธอเห็น
“ไมค์ ข้าขอดูดวงจิตของเจ้าหน่อยได้ไหม?”ทอเรียลเอ่ยขอแต่ไมค์ส่ายหน้าปฏิเสธแทบจะทันที “ทำไมล่ะ?”
“มันน่าเกลียด” เป็นคำตอบสั้นๆจากปากของเด็กหนุ่ม
“อย่าพูดอย่างนั้นสิที่รัก” มันทำให้เธอใจสลาย “ไม่มีทางที่ดวงจิตของเจ้าจะดูน่าเกลียดได้ ข้ามั่นใจ”
จากที่ลังเลอยู่สุดท้ายไมค์ก็ยอมลดมือลงเปลี่ยนเป็นประคองดวงจิตเอาไว้แม้ว่ามันจะลอยด้วยตัวเองได้ สิ่งที่เห็นทำให้ทอเรียลลืมหายใจไปชั่วขณะ
ดวงจิตของไมค์เป็นหัวใจที่ทำจากแก้วสีใส ภายในมีของเหลวสีขาวสว่างเติมอยู่จนเต็ม แต่พื้นผิวของแก้วนั้นเต็มไปด้วยรอยร้าว หัวใจดวงน้อยๆขนาดเท่ากำปั้นของไมค์ช่างดูบอบบางราวกับพร้อมที่จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆหากเพียงถูกสัมผัส ไฟแห่งความโกรธปะทุขึ้นมาในอกของทอเรียลแม้เธอจะบังคับให้ตัวเองทำสีหน้าปกติ ใครกันที่ทำร้ายจิตใจของไมค์ขนาดนี้?!
“มันเป็นดวงจิตที่สวยงามมากเลยจ๊ะ” ทอเรียลชมอย่างจริงใจ ไมค์หน้าแดงแล้วหลบสายตาเธอ ฝ่ายมอนสเตอร์จึงเริ่มอธิบายต่อ “อย่างที่ข้าว่าไป ดวงจิตของมอนสเตอร์นั้นอ่อนแอกว่าของมนุษย์มาก เมื่อมอนสเตอร์เสียชีวิตจิตวิญญาณนั้นจะสลายไปพร้อมกับร่างกายทันที ขณะที่ดวงจิตของมนุษย์ยังคงอยู่ต่อได้แม้ร่างกายจะตายไป อีกอย่าง มอนสเตอร์นั้นประกอบด้วยเวทมนต์เป็นส่วนใหญ่ เจตนาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ยิ่งอีกฝ่ายมีจิตคิดร้ายมาก มอนสเตอร์ก็จะยิ่งได้รับความเสียหายมาก เพื่อให้เกิดความยุติธรรมเมื่อเริ่มการดูเอลวิญญาณของฝ่ายมนุษย์จึงถูกดึงออกมาจากร่าง”
“ในแต่ละเทิร์นเจ้าจะมีสี่ตัวเลือก” ทอเรียลชูนิ้วขึ้นมาไล่ตามแต่ละอย่างที่เธออธิบาย “ไฟต์ แอคท์ ไอเทม และเมอร์ซี่”
“หนึ่งในตัวเลือกของแอคท์คือการใช้เวทย์เช็คซึ่งจะเป็นการตรวจสอบสถานะของฝ่ายตรงข้าม ข้อมูลที่ปรากฏจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ใช้และสถานะของผู้ถูกตรวจสอบ”
“แต่มิสทอเรียลฮะ ผมใช้เวทมนต์ไม่ได้” ไมค์บอกทำให้ทอเรียลตกใจ
“แต่ตอนที่ข้าอยู่ด้านบนมนุษย์ทุกคนสามารถใช้เวทมนต์ที่อยู่ในตัวได้ เด็กทุกคนที่ตกลงมาก็สามารถใช้มันได้” ทอเรียลบอกด้วยความไม่เข้าใจ เธอยังคงจำได้ดีถึงตอนที่เธออยู่บนพื้นดิน มนุษย์ทุกคนสามารถใช้เวทมนต์ได้อย่างอิสระ แม้หลายๆคนจะทำได้เพียงแค่เวทย์เล็กๆน้อยๆเท่านั้น
“สำหรับคนทั่วไปเวทมนต์และมอนสเตอร์เป็นแค่เรื่องในนิทานปรัมปราไปแล้ว การบันทึกเกี่ยวกับเวทมนต์ทุกอย่างมีถึงแค่เมื่อ2,117ปีก่อนเท่านั้น แล้วส่วนใหญ่ก็ถูกทำลายไปในยุคล่าแม่มดเมื่อราวๆพันห้าร้อยปีก่อน ข้อมูลเกี่ยวกับมอนสเตอร์ในอันเดอร์กราวด์ทั้งหมดถูกทำลายไปตั้งนานแล้ว ที่เหลืออยู่มีแต่เรื่องแต่งที่เชื่อไม่ได้กับตำนานที่ว่าพวกคุณถูกขังอยู่ใต้ภูเขานี่เท่านั้นเอง อ่า แล้วก็ข้อมูลเกี่ยวกับมอนสเตอร์ของด้านบน”
“ด้านบนยังคงมีมอนสเตอร์หลงเหลืออยู่อย่างนั้นหรือ!?” ทอเรียลยกมือขึ้นมาปิดปากอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ใช่ฮะ” ไมค์ตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง “แต่ผมคิดว่ามอนสเตอร์ด้านบนกับมอนสเตอร์ด้านล่างน่าจะเป็นคนละประเภทกัน มอนสเตอร์ด้านบนน่ะน่ากลัวมากๆเลย แล้วส่วนใหญ่ก็มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ เวทมนต์ที่เหลืออยู่ที่ผมเคยเห็นมีแต่แบบที่ทำสัญญากับปีศาจ แบบที่ต้องเขียนวงเวทย์แล้วก็ต้องท่องคาถากับที่ต้องเตรียมวัตถุดิบเยอะๆ”
ทอเรียลพยักหน้าและเก็บข้อมูลที่ได้เอามาไว้คิดในภายหลัง ตอนนี้เธอต้องอธิบายให้ไมค์เข้าใจถึงการดูเอลก่อน “ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองทำอะไรก็ได้ในเทิร์นของเจ้าเพื่อเป็นการฝึกใช้แอคท์ดู”
ไมค์ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะบอกทอเรียลด้วยรอยยิ้ม “พายของมิสทอเรียลอร่อยมากเลยฮะ!”
“ขอบใจสำหรับคำชมจ๊ะ” ทอเรียลยิ้ม “ในเทิร์นของอีกฝ่ายเจ้าก็ยังหลบการโจมตีได้อยู่แต่จะไม่สามารถหนีได้
ทอเรียลเรียกลูกไฟธรรมดาออกมาแล้วโจมตัใส่ไมค์ เจ้าลูกไฟเคลื่อนที่ช้ามากจนเขาสามารถหลบได้อย่างง่ายดาย ไมค์ดูตะลึงกับเวทมนต์นั้นมาก เจ้าลูกไฟหายไปทันทีที่มันออกนอกกรอบสีขาว
“นั่นคือเวทย์โจมตี ในการดูเอลการโจมตีทั่วไปจะมีสีขาว” ทอเรียลเริ่มอธิบายเรื่องต่อไป “ต่อไปคือไอเทม นั่นหมายถึงการใช้สิ่งของที่อยู่บนตัวเจ้า ตั้งแต่ทานอาหารเพื่อฟื้นพลังชีวิต รวมไปถึงการเปลี่ยนอาวุธหรือเครื่องป้องกันที่สวมอยู่”
ไมค์ดูเหมือนอยากจะถามอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา ทอเรียลเริ่มพูดถึงเรื่องสุดท้าย “ตัวเลือกสุดท้ายคือเมอร์ซี่ มีการสแปร์และหลบหนี ถ้าเจ้าอยากจะหลบหนีจากการต่อสู้ให้หาโอกาสวิ่งออกไปนอกเส้นขาว แน่นอนว่าบางครั้งการหนีไม่ใช่ทางเลือกที่เจ้าสามารถเลือกได้”
“สแปร์คือการบอกอีกฝ่ายว่าเจ้าไม่มีความต้องการที่จะต่อสู้แล้วเท่านั้น สัญลักษณ์ที่นิยมใช้กันมากสุดคือการใช้แขนไขว้กันเป็นรูปกากบาท การดูเอลจะจบลงก็ต่อเมื่อเหลือเพียงฝ่ายเดียวในสนามประลองหรือทั้งสองฝ่ายไม่อยากจะต่อสู้แล้วเท่านั้น มีแต่ผู้พิพากษาเท่านั้นที่มีอำนาจในการยุติการดูเอลกลางคัน”
ไมค์พยักหน้ารับแล้วไขว้แขนเป็นรูปกากบาททันทีที่ทอเรียลอธิบายจบ ฝ่ายมอนสเตอร์พยักหน้าด้วยความพอใจแล้วทำสัญลักษณ์เพื่อจบการต่อสู้เช่นเดียวกัน โลกกลับมามีสีสันอีกครั้ง
เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วขยับผ้าพันคอเล็กน้อย เขาเม้มปาก สีหน้าดูเศร้า ทอเรียลเองก็ไม่อยากปล่อยให้ไมค์เดินทางไปต่อเหมือนกัน แต่นี่ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกของเธอ ในฐานะของผู้ดูแล-ในฐานะของคนเป็นแม่ หน้าที่ของเธอคือเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เด็กในการดูแลของเธอ และเมื่อพวกเขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วเธอก็ต้องสนับสนุนพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฝ่ายมอนสเตอร์เดินไปคุกเข่าลงต่อหน้าไมค์แล้วดึงเขาเข้ามากอดลา เด็กหนุ่มกอดเธอกลับ ใบหน้าซุกลงที่คอของเธอราวกับอยากจะเก็บความอบอุ่นจากเธอให้ได้มากที่สุด
“มิสทอเรียลจะไม่ไปกับผมเหรอฮะ?” ไมค์ถามด้วยเสียงกระซิบ ทอเรียลรู้โดยไม่จำเป็นต้องมองเห็นว่าเขากำลังทำหน้าเศร้าอยู่
“ไม่จ๊ะ” ทอเรียลตอบอย่างเหนื่อยแรง “ข้ายังทำใจให้อภัยชายที่อยู่อีกฟากของประตูนี้ไม่ได้ ข้ายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง”
ไมค์ละออกมาจากอ้อมกอด เขามองหน้าทอเรียลตรงๆแล้วพูดด้วยเสียงจริงๆจัง “มิสทอเรียลควรจะรีบปล่อยวางกับเรื่องนี้นะฮะ ไม่จำเป็นต้องให้อภัยก็ได้ เพราะเรื่องบางเรื่องมันก็เกินกว่าที่จะให้อภัยได้ แต่มิสทอเรียลไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกพวกนี้มาบงการชีวิตของคุณนะฮะ”
“ข้าจะเก็บคำแนะนำของเจ้าไว้พิจารณา ของใจที่เป็นห่วงข้านะจ๊ะ” และเธอจะเก็บมันมาคิดแน่นอน คงถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องมาทบทวนความรู้สึกของตัวเองอย่างละเอียดอีกครั้ง “ก่อนที่เจ้าจะเดินทางต่อ ข้าขอให้เจ้าช่วยอะไรสักอย่างจะได้ไหม?”
“อะไรก็ตามที่คุณต้องการ”
“ช่วยปกป้องและพาเด็กคนก่อนหน้าเจ้ากลับบ้านอย่างปลอดภัยทีนะจ๊ะ” ทอเรียลขอ “เขาเป็นเด็กที่แปลกมากก็จริงแต่เขาก็มีความคล้ายคลึงกับคาร่ามาก ข้าไม่อยากให้มนุษย์คนไหนต้องมาจบชีวิตในอันเดอร์กราวด์อีก”
“ผมสัญญา” ไมค์เอามือข้างขวามาวางไว้เหนือหัวใจตัวเอง ดวงตาสีเขียวอมทองคู่สวยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ผมเชื่อว่าเรื่องราวของพวกเราจะมาบรรจบกับอีก ขอให้คุณได้พบกับตอนจบที่ตัวเองปราถนา แล้วเจอกันใหม่นะฮะ”
ไมค์พยักหน้าให้กับทอเรียลแล้วเดินไปเปิดประตูโดยไม่เหลียวหลีงกลับมา ท่าเดินของเขาคล้ายกับคนที่กำลังจะไปสู่สนามรบ ทอเรียลยืนขึ้นแล้วมองเขาจนกระทั่งประตูปิดลงอีกครั้งหนึ่ง
“ข้าเองก็หวังเช่นนั้น” เธอเอ่ยกับทางเดินที่ว่างเปล่า สุดท้ายเธอก็กลับมาโดดเดี่ยวเหมือนเช่นเคย ทอเรียลถอนหายใจ “ขอให้เจ้าโชคดีนะไมค์”
และแล้วราชินีแห่งมอนสเตอร์ก็ยังคงหลบซ่อนอยู่ในรูนส์ต่อไป
TBC.
